รวบ "พันโทเก๊" สวมเครื่องแบบเต็มยศ - นั่งซัดส้มตำตลาดสนามบินน้ำ

 
โดยข่าวสด เมื่ือ 28 ก.พ.2555

เวลา 20.00 น. วันที่ 28 ก.พ. ผู้สื่อข่าว "ข่าวสด" รายงานว่า

พ.ต.อ.สมศักดิ์ชัย อมรส่งเจริญ ผกก.สภ.เมืองนนทบุรี สั่งการให้ 
พ.ต.ท.พนม วงษ์สุวรรณ สวป. 
 ร.ต.อ.สมประสงค์ มีสุดเพียร รองสวป. 
นำกำลังเข้าตรวจสอบ

ชายต้องสงสัยจะเป็นนายทหารเก๊ แต่งเครื่องแบบนายทหารยศ พ.ท. นั่งกินส้มตำอยู่ในตลาดสนามบินน้ำมาร์เก๊ต ถนนเลี่ยงเมือง-สนามบินน้ำ จึงรุดไปตรวจสอบ

เมื่อไปถึงพบชายแต่งเครื่องแบบนายทหารยศพันโท นั่งอยู่ที่ร้านส้มตำ และเมื่อชายคนดังกล่าวเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ลุกเดินไปเข้าห้องน้ำทันที ตำรวจจึงยืนรอ กระทั่งชายคนดังกล่าวเดินออกมาจากห้องน้ำโดยถอดเครื่องแบบส่วนบนออก เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้เข้าไปสอบถามและพบว่าที่หน้าอกเสื้อด้านขวามีป้ายชื่อระบุ 

พ.ท.ต่อพงศ์ พงษ์ประสิทธิ์ 

จึงเชิญตัวมาสอบสวนที่ สภ.เมืองนนทบุรี ทราบชื่อภายหลังว่า

นายต่อพงศ์ พงษ์ประสิทธิ์ 

โดย พ.ท.ต่อพงศ์ หรือนายต่อพงศ์ ให้การรับสารภาพว่าไม่ได้เป็นนายทหารยศพันโท

พ.ต.อ.สมศักดิ์ชัย อมรส่งเจริญ ผกก. กล่าวว่า ได้รับการประสานงานจากทางสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมว่ามีบุคคลแต่เครื่องแบบนายทหารโดยไม่มีสิทธิ์อยู่ภายในตลาดดังกล่าว จึงแจ้งให้ตำรวจไปทำการตรวจสอบก็พบว่าเป็นนายทหารปลอม และเชิญตัวมาสอบสวน

จากการตรวจสอบเครื่องแบบที่นายต่อพงศ์สวมใส่ติด

เครื่องหมายยศ พ.ท. 
ป้ายชื่อระบุชื่อ ต่อพงศ์ พงษ์ประสิทธิ์ P.TORPONG LT.COL.RTA. 
เครื่องหมายแสดงสังกัดทหารราบ 
ประเครื่องหมายแสดงความสามารถส่งทางอากาศ (กระโดดร่ม)
เครื่องหมายทหารเสือราชินี 
เครื่องหมายหลักสูตรจู่โจม (เสือคาบดาบทหารบก) 
เครื่องราชอิสริยาภรณ์ 
เข็มแสดงคุณวุฒิ 
สายเสนาธิการ 

ส่วนชุดเครื่องแบบ นายต่อพงศ์ให้การว่า ไปหาซื้อมาจากหลังสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม แต่ตอนนี้อยู่ระหว่างหางานทำ และมีใจรักอยากเป็นทหาร โดยก่อนหน้านี้นายต่อพงศ์เคยถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สตูล จับกุมมาแล้วหลังจากที่นายต่อพงศ์ แต่งเครื่องแบบทหารยศพันโทดำเนินคดีมาแล้ว แต่รอลงอาญา 1 ปี ก่อนมาก่อเหตุซ้ำ จึงแจ้งข้อหาสวมเครื่องแบบหรือประดับเครื่องหมายของเจ้าพนักงาน และไม่มีสิทธิใช้ยศตำแหน่งเครื่องราชอิสริยาภรณ์ หรือ สิ่งที่หมายถึงเครื่องราชอิสริยากรณ์ กระทำการเช่นนั้นเพื่อให้บุคคลอื่นเชื่อว่าตนมีสิทธิ์ตาม ป.อาญา มาตรา 146 แต่งเครื่องแบบทหารฯ โดยไม่มีสิทธิจะแต่งได้โดยชอบด้วยกฎหมาย ตาม พ.ร.บ.เครื่องแบบทหารฯ มาตรา 6

ด้านนายต่อพงศ์ กล่าวว่า ตนชอบชุดเครื่องแบบทหารมาก และอยากเป็นทหารจึงไปหาซื้อมา 2 ชุด แต่ตนไม่เคยไปหลอกลวงใครว่าสามารถฝากเข้ารับราชการทหารได้ เพียงแค่รับปากว่าจะคุยให้เฉยๆ ไม่เคยเรียกรับเงินแต่อย่างใด ก่อนถูกจับกุมตนแต่งเครื่องแบบนายทหารยศพันโท ออกจากที่พักในซอยเรวดี ก่อนออกมานั่งกินส้มตำ กระทั่งถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตัว
Read More …

จำคุก 15 ปี อดีตจ่าตำรวจ ข่มขืน ด.ญ.

โดยไทยรัฐ เมื่อ 28 ก.พ.2555

ศาลพิพากษาคดี "จ่าเสือ" อดีต ตร. สน.สามเสน ข่มขืน ด.ญ.วัย 11 ขวบ เป็นเวลา 10 ปี และฐานพรากเด็กไปจากผู้ปกครองอีก 5 ปี รวม 15 ปี แต่ในชั้นสอบสวนให้การเป็นประโยชน์ ลดโทษเหลือจำคุกรวมเวลา 12 ปี...

เมื่อวันที่ 28 ก.พ. มีรายงานว่า ศาลมีคำพิพากษาคดีที่อัยการเป็นโจทก์ฟ้อง

ส.ต.อ.ชูวงศ์ หรือ "จ่าเสือ" อินทนา อดีตตำรวจ สน.สามเสน

 เป็นจำเลยฐาน

กระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกิน 13 ปี และพรากผู้เยาว์อายุไม่เกิน 15 ปี

ทั้งนี้ ศาลพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกิน 13 ปี ลงโทษจำคุก 10 ปี ฐานพรากเด็กไปจากความปกครองลงโทษ 5 ปี คำให้การชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์อยู่บ้างสมควรลดโทษ 1 ใน 5 โทษจำคุกฐานชำเราเหลือ 8 ปี ฐานพรากผู้เยาว์เหลือ 4 ปี รวม 12 ปี หลังฟังคำพิพากษาแล้ว จำเลยได้ขอประกันตัวต่อไป.
Read More …

จำคุก 20 ปี 'สนธิ ลิ้ม' ผิด พรบ.หลักทรัพย์ คดี 'เดอะ เอ็มกรุ๊ป'

โดยไทยรัฐ เมื่อ 28 ก.พ.2555

ศาลอาญาพิพากษาจำคุก 'สนธิ ลิ้มทองกุล' และพวกอีก 2 คน 20 ปี ฐานทำผิด พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ฯ คดี เดอะ เอ็มกรุ๊ป ...

ที่ห้องพิจารณาคดี 906 ศาลอาญา เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 28 ก.พ. ศาลอ่านคำพิพากษาในคดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร 1 เป็นโจทก์ฟ้อง

1. นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ในเครือผู้จัดการ และแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย 

2. นายสุรเดช มุขยางกูร อดีตกรรมการบริษัท แมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) 

3. น.ส.เสาวลักษณ์ ธีรานุจรรยงค์ อดีตผู้บริหารแผนฟื้นฟู บมจ. แมเนเจอร์ฯ และ 

4. น.ส.วยุพิน จันทนา อดีตกรรมการกรรมการ บมจ. แมเนเจอร์ฯ 

เป็นจำเลยที่ 1-4 ในความผิดตาม 

พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 307, 311, 312 (1) (2) (3) , 313


โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 29 เม.ย.39 - วันที่ 31 มี.ค.40 จำเลยทั้ง 4 ซึ่งเป็นกรรมการบริษัท แมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมทำสำเนารายงานการประชุมของกรรมการบริษัทที่เป็นเท็จว่า มีมติให้ บริษัท เป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้ให้กับบริษัท เดอะ เอ็มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือหุ้น กับธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) รวม 6 ครั้ง จำนวน 1,078 ล้านบาท โดยจำเลยที่ 1 และ 3 ไม่ได้ขออนุมัติจากมติที่ประชุมกรรมการบริษัท 

และเมื่อวันที่ 30 เม.ย.39 – 18 พ.ย.41 จำเลยทั้งยังร่วมกันยอมให้มีการเปลี่ยนแปลงตัดทอนทำบัญชีไม่ตรงกับความเป็นจริง และจำเลยทั้ง 4 ยังไม่ได้นำภาระการค้ำประกันเงินกู้ดังกล่าวซึ่งถือเป็นรายการที่ทำให้รายได้ของ บมจ.แมเนเจอร์ฯ เปลี่ยนแปลงผิดปกติ ซึ่งต้องแสดงรายการไว้ในงบการเงินประจำปี 2539-2541 และจะต้องนำส่งให้ตลาดหลักทรัพย์ และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อลวงให้ผู้ถือหุ้นของ บมจ.แมเนเจอร์ฯ ขาดประโยชน์ที่ควรจะได้รับ 

รวมทั้งเป็นการลวงให้นักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ไม่ได้รับรู้ถึงการค้ำประกันหนี้ดังกล่าว 

เหตุเกิดที่แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา และแขวงชนะสงคราม เขตพระนคร กทม.

เกี่ยวพันกัน ในชั้นพิจารณาจำเลยทั้ง 4 ให้การรับสารภาพศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า จำเลยทั้ง 4 ร่วมกันทำสำเนารายงานการประชุมกรรมการ บมจ.แมเนเจอร์ฯ โดยลงชื่อรับรองสำเนาเพื่อแสดงว่ามีกรรมการของบริษัทร่วมประชุมมีมติให้ บริษัทค้ำประกันเงินกู้ บมจ.เดอะ เอ็มกรุ๊ปฯ ซึ่งบริษัทดังกล่าวมีจำเลยที่ 1 เป็นกรรมการร่วมอยู่ด้วย โดยสำเนารายการดังกล่าวเป็นเท็จ 

ซึ่งผู้ตรวจสอบบัญชีได้รายงานกับ ก.ล.ต. ว่า ในช่วงปีที่ผ่าน กรรมการของ บมจ.แมเนเจอร์ฯ ไม่ได้มีการประชุมเรื่องดังกล่าว ซึ่งต่อมาจำเลยที่ 4 ได้นำสำเนาเท็จดังกล่าวไปแสดงต่อ ธนาคารกรุงไทย โดยหลงเชื่อและยินยอมให้ บมจ.แมเนเจอร์ฯ ค้ำประกันหนี้ 

กระทั่งธนาคารกรุงไทย มอบเงินกู้และเงินเบิกเกินบัญชีให้แก่ บมจ. เดอะ เอ็มกรุ๊ปฯ รวม 6 ครั้ง เป็นเงิน 1,078 ล้านบาท อันเป็นการกระทำผิดหน้าที่โดยทุจริตที่ไม่ได้ขออนุมัติจากมติที่ประชุม

นอกจากนี้จำเลยที่ 1, 3 และ 4 ยังลงข้อความในเอกสารของบริษัททำบัญชี โดยไม่ครบถ้วน ไม่ตรงต่อความเป็นจริง ด้วยการไม่นำภาระการค้ำประกันหนี้ลงในรายการภาระหรือรายได้ของ บมจ.แมเนเจอร์ฯ เพื่อจัดส่งให้ ตลาดหลักทรัพย์ และ ก.ล.ต. เพื่อลวงให้ผู้ถือหุ้นขาดประโยชน์ที่ควรได้ ที่เป็นการกระทำโดยทุจริตพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 และ 3 มีความผิดฐาน

- ร่วมกันกระทำผิดต่อหน้าที่โดยทุจริตเป็นเหตุให้บริษัทเสียหาย โดยร่วมกันกระทำการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้, 
- ร่วมกันไม่ลงข้อความสำคัญในบัญชีหรือเอกสารของบริษัท และ
- ร่วมกันทำบัญชีไม่ครบถ้วนไม่เป็นปัจจุบัน ไม่ตรงต่อความเป็นจริงเพื่อลวงให้บริษัท และผู้ถือหุ้นขาดประโยชน์ 

การกระทำของ

จำเลยที่ 1 และ 3 

เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรม ตาม 

พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ และ 
ประมวลกฎหมายอาญา 83,91 

รวมจำคุก 17 กระทงละ 5 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 และ 3 เป็นเวลา 85 ปี ส่วน

จำเลยที่ 2 ลงโทษจำคุก 5 ปี 
จำเลยที่ 4 กระทำความผิดรวม 13 กระทง ลงโทษกระทงละ 5 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 4 เป็นเวลา 65 ปี 

จำเลยทั้ง 4 ให้การรับสารภาพเป็นโยชน์แก่การพิจารณาคดี ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก

จำเลยที่ 1 และ 3 เป็นเวลา 42 ปี 6 เดือน ส่วน
จำเลยที่ 2 จำคุก 2 ปี 6 เดือน แล
จำเลยที่ 4 จำคุก 32 ปี 6 เดือน 

แต่โทษสูงสุดในความผิดฐานดังกล่าว กฎหมายกำหนดให้ลงโทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 20 ปี จึงลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 , 3 และ 4 คนละ 20 ปี.
Read More …

ตร.เพ ไล่ล่าเก๋งแก๊งยาเสพติดเครือข่ายเรือนจำระยอง

โดยผู้จัดการ เมื่อ 27 ก.พ.2555

ระยอง - ตร.เมืองเพ ไล่ล่าเก๋งแก๊งยาเสพติดเครือข่ายเรือนจำระยอง ได้ผู้ต้องหา 2 คน อีกหนึ่งคนหลบหนีไปได้

วันนี้ (27 ก.พ.) ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้ง

ร.ต.ท.นพดล บุตรวงษ์ รองสวป.สภ.เพ อำเภอเมืองระยอง
พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน

ขับรถยนต์ไล่ติดตาม

รถยนต์เก๋งยี่ห้อ โตโยต้า วีออส สีบรอนซ์เทา ทะเบียน กต 4592 ระยอง 

เนื่องจากสืบทราบว่ารถยนต์คันดังกล่าวเป็นแก๊งค้ายาบ้าที่เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังติดตามจับกุมอยู่ ขณะวิ่งตามมาถึงบริเวณสี่แยกไฟแดงตำบลตะพง ซึ่งรถคันดังกล่าวขับเร่งความเร็วหลบหนี จึงใช้อาวุธปืนยิงใส่ยางล้อรถ 2 นัด แต่กระสุนพลาดเป้า 

ก่อนคนร้ายได้ขับเร่งความเร็วหลบหนีและเข้าไปจอดในบังกะโลบัวหลวงเฮ้าส์ ในพื้นที่หมู่ 10 ตำบลตะพง
       
จนในที่สุดสามารถรถจับกุม 

1. นายเมธี ยอดคีรีสุวรรณ อายุ 28 ปี บ้านเลขที่ 191/1 หมู่ 6 ตำบลแกลง อำเภอเมืองระยอง และ 

2. นางสุนันท์ สมุทรคีรี อายุ 31 ปี บ้านเลขที่ 12/3 หมู่ 4 ตำบลแกลง 

ไว้ได้ส่วนพรรคพวกอีกหนึ่งคน ทราบชื่อเพียง

3. นายคิง 

ได้ปีนกำแพงหลบหนีเข้าป่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้วิทยุขอกำลังสนับสนุน แต่ไร้วี่แวว จากการตรวจค้นรถยนต์พบ

- ยาไอซ์จำนวน 2 จี 
- ยาบ้าอีก 12 เม็ด 
- พร้อมอุปกรณ์การเสพ

จากการสอบสวนนายเมธี และ นางสุนันท์ ให้การว่า นายคิง ที่หลบหนีเป็นแก๊งค้ายาบ้า

เครือข่าย นาย “เน๊ะ” ผู้ต้องขังเรือนจำกลางระยอง 

โดย นายเน๊ะ จะสั่งให้นายคิงมารับยาบ้าตามจุดต่างๆ แต่ครั้งนี้พวกตนไม่มีส่วนรู้เห็นเพียงแต่อาศัยนั่งรถมาเพื่อจะไปเยี่ยม นายพิเชษฐ์ สินสร้าง ซึ่งเป็นสามีของนางสุนันท์ ที่ถูกคุมขังคดียาบ้าในเรือนจำกลางระยองเท่านั้น ต่อมา 

พ.ต.ท.พิชิต ฟื้นแสน สว.สส.ภ.จ.ระยอง 

เดินทางมาที่เกิดเหตุพร้อมนำตัวผู้ต้องหาทั้ง 2 คนไปค้นบ้านเพื่อสอบสวนขยายผลต่อไปแล้วด้วยเช่นกัน
Read More …

จับไอ้โหดฆ่า 5 ศพ หลังปิดล้อมกว่า 5 ชม.

 
โดยเดลินิวส์ เมื่อ 27 ก.พ.2555

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 27 ก.พ.

พล.ต.ท.ปัญญา มาเม่น ผบช.ภ.2 ,
พล.ต.ต.ธเนตร์ พิณเมืองงาม ผบก.ภ.จว.สระแก้ว

 ร่วมกันแถลงข่าวจับกุม

นายวีระ หรือเล็กหรือระ วาวจังหรีด อายุ 26 ปี อยู่บ้านเลขที่ 81 หมู่ 4 ตำบลท่าเกวียน อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว 

ก่อเหตุอำมหิตฆ่าบุรุษพยาบาลและคู่อริรวม 5 ศพ ใน อ.วังน้ำเย็น ก่อนจะหลบหนีไป 

โดยจับกุมได้ขณะหลบไปซ่อนตัวที่

บ้านญาติใน อ.วัฒนานคร 

เจ้าหน้าที่กว่า 100 นาย อาวุธปืนครบมือจึงเข้าปิดล้อมบ้านหลังดังกล่าวตั้งแต่กลางดึกคืนวันที่ 26 ก.พ.ที่ผ่านมา แต่นายวีระไม่ยอมให้จับกุมง่าย ๆ ได้ใช้ปืนที่พกติดตัวตลอดเวลา ยิงใส่ตำรวจแต่โชคดีไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ

หลังทนตำรวจกดดันนานกว่า 5 ชม. นายวีระจึงติดต่อญาติขอมอบตัว เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ทำการจับกุมตัวได้พร้อมของกลาง

อาวุธปืนขนาด 9 มม. พร้อมกระสุน 31 นัด

จากการสอบสวนเบื้องต้นนายวีระให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา ว่าเป็นผู้ลงมือยิงบุรุษพยาบาลใน รพ.และที่ร้านคาราโอเกะจริง สักพักได้กลับคำรับสารภาพโดยยอมรับว่าแค่ลงมือยิงบุรุษพยาบาลเท่านั้น ส่วนอริในร้านคาราโอเกะเป็นฝีมือเพื่อนชาวเขมรชื่อนายแงะ 

หลังก่อเหตุได้หลบหนีกลับประเทศไปแล้ว แต่ตำรวจไม่เชื่อเนื่องจากพยานหลักฐานทั้งปลอกกระสุนใน รพ.กับร้านคาราโอเกะเป็นชนิดเดียวกัน 

จากนั้นนำตัวผู้ต้องหาไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพใน รพ.ที่เกิดเหตุ โดยมีญาติและเพื่อนผู้ตายมาดูการทำแผนครั้งนี้จำนวนมาก พร้อมกับพยายามฝ่าวงล้อมเจ้าหน้าที่ จะเข้าไปรุมประชาทัณฑ์ เจ้าหน้าที่ต้องรีบนำตัวกลับโรงพักอย่างทุลักทุเล.
Read More …

กองปราบจับหลอกลวงไปทำงานอเมริกา ยุโรป

โดยผู้จัดการ เมื่อ 27 ก.พ.2555

กองปราบบุกจับสาวใหญ่ แก๊งตุ๋นคนงานไปต่างประเทศ เผยร่วมกับนายจ้างชาวสิงคโปร์ หลอกจะพาไปทำงานที่ อเมริกาและยุโรป เรียกค่าใช้จ่ายนับแสน ผู้เสียหายหลงเชื่อและเข้าแจ้งความดำเนินคดีกว่า 100 ราย พบผู้ต้องหาก่อเหตุมานาน มีหมายจับหลายท้องที่กว่า 14 คดี

วันนี้ (27 ก.พ.) ที่ กองปราบปราบ เมื่อเวลา 17.00 น.

พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ผบก.ป.สั่งการ 
พ.ต.อ.ปิยะ เจริญสุข ผกก.1 บก.ป. 
พ.ต.ต.ศานุวงศ์ คงคาอินทร์ สว.กก.1 บก.ป. 
กำลังจับกุม 

น.ส.จิตรวรรณ อัญชลีทิพย์ อายุ 50 ปี อยู่บ้านเลขที่ 34/25 หมู่บ้านไทยสมบูรณ์ หมู่ 2 ต.คลองสาม อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี 

ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลธัญบุรี ที่ 83/2552 ลงวันที่ 16 ม.ค. 2552 ข้อหา 

- จัดหางานให้คนงานไปทำงานต่างประเทศ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน 
โดยการหลอกลวงนั้นได้มาซึ่งทรัพย์สิน หรือ ประโยชน์อื่นใดจากผู้ถูกหลอกลวง 

โดยจับกุมได้ที่บ้านเลขที่ 183/412 ซอยกำแพงเพชร 6 แยก 5 แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กทม.

ทั้งนี้ สืบเนื่องจากผู้ต้องหาได้ร่วมกับพวก หลอกลวงคนงานที่ต้องการเดินทางไปทำงานในต่างประเทศ โดยเฉพาะ

ประเทศสหรัฐอเมริกาและยุโรป 

ว่า สามารถจัดหางานหลายตำแหน่ง และมีรายได้ดี แต่ต้องเสียค่าใช้จ่ายรายละ 50,000-350,000 บาท ซึ่งมีผู้เสียหายหลงเชื่อนับ 100 ราย ที่ยอมจ่ายเงินจำนวนดังกล่าวให้ 

โดยผู้เสียหายบางรายต้องขายที่นา และกู้ยืมเงินนอกระบบ มาจ่ายค่าดำเนินการให้ผู้ต้องหา แต่กลับไม่ได้เดินทางไปทำงานตามที่มีการกล่าวอ้างแต่อย่างใด ต่อมากลุ่มผู้เสียหายได้เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน ในแต่ละท้องที่เกิดเหตุ กระทั่งมีการออกหมายจับผู้ต้องหาเอาไว้ ก่อนที่ชุดสืบสวน กก.1 บก.ป.จะสามารถจับกุมผู้ต้องหาดังกล่าวไว้ได้

จากการสอบสวนผู้ต้องหารับสารภาพว่า ก่อนหน้านี้ เมื่อประมาณปี 2551 เคยทำงานด้านเอกสารให้กับบริษัทจัดหางานแห่งหนึ่ง ซึ่งมี

นายเอ็ดวิน นายจ้าง ชาวสิงคโปร์ ไม่ทราบชื่อและนามสกุลจริง

โดยอ้างว่า เคยติดต่อคนงานที่ต้องการจะเดินทางไปทำงานต่างประเทศจริง แต่มีหน้าที่จัดการเรื่องเอกสารต่างๆ เท่านั้น ไม่ได้เป็นผู้หลอกลวงแรงงาน ส่วนใหญ่จะเป็นการบอกกันแบบปากต่อปากในหมู่คนงานด้วยกัน สำหรับตนก็จะได้รับเงินค่าตอบแทน รายละ 5,000 บาท 

แต่หลังจากมีปัญหาคนงานไม่สามารถเดินทางไปทำงานต่างประเทศ ช่วงนั้นตนก็ลาออกมาแล้ว และหันไปประกอบอาชีพขายข้าวสาร โดยก่อนจะถูกจับกุม ตนได้ไปปฏิบัติธรรมที่วัด เพราะรู้ตัวว่าคงต้องตกเป็นผู้ต้องหาร่วมกระทำความผิดหลอกลวงแรงงานไปทำงานต่างประเทศแน่นอน

อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบประวัติผู้ต้องหา พบว่ามีหมายจับติดตัวอยู่ อีก 14 คดี ในหลายพื้นที่ ทั้งหมายจับศาลจังหวัดธัญบุรี ศาลจังหวัดขอนแก่น และศาลอาญา ในความผิดข้อหาเดียวกัน 

ซึ่งคาดว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่น่าจะต่ำกว่า 10 ล้านบาท 

อย่างไรก็ตามชุดจับกุมได้นำผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน สภ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ดำเนินคดีก่อนประสานให้ตำรวจในท้องที่ต่างๆ อายัดตัวผู้ต้องหาไว้ดำเนินคดีตามหมายจับ พร้อมทั้งเร่งขยายผลติดตามจับกุมผู้ร่วมกระทำความผิดที่เหลือมาดำเนินคดีต่อไป
Read More …

เร่งสอบ"เภสัชกร"ลอบสั่ง"ซูโดอีเฟดรีน" แฉเม็ดละ 5 บ.ทำยาบ้าเม็ดละ 300 บ. โยงก๊วนผลิตเชียงใหม่

โดยมติชน เมื่อ 27 ก.พ.2555

นายวิทยา บุรณศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข 

กล่าวเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ เปิดเผยถึงความคืบหน้ากรณีที่ทางกระทรวงสาธารณสุขตรวจพบว่า

เภสัชกรประจำโรงพยาบาลทองแสนขัน

ลักลอบจำหน่าย

- ยาแก้หวัดที่มีซูโดอีเฟดรีน มียอดสั่งซื้อจากบริษัทยา 975,000 เม็ด 

แต่แจ้งยอดที่โรงพยาบาลสั่งซื้อ

เพียง 10,000 เม็ด 

ที่ จ.อุตรดิตถ์ ว่าการที่เภสัชกรมีไว้ในครอบครองที่เกินกว่ากฎหมายกำหนดไม่ได้อยู่แล้ว และไม่อนุญาตให้มีจำหน่ายขายในร้านขายยาทั่วไป ยกเว้นใบสั่งตามแพทย์หรือโรงพยาบาล กรณีที่มีเจ้าหน้าที่เภสัชประจำโรงพยาบาลทองแสนขันและเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐประจำกระทรวงสาธารณสุขดำเนินการในสิ่งนี้ ถือว่าผิดสังเกต 

ดังนั้น เมื่อพิสูจน์ทราบได้ว่ามีเครือข่ายไปจำหน่ายหรือมีการลักลอบขายหรือมีมากกว่า ซึ่งไม่ใช่หน้าที่ ตรวจสอบดูแล้ว หากพบความผิดก็ต้องไล่ออกจากราชการทันที พร้อมทั้งดำเนินคดีอาญาพ่วงท้ายต่อไปด้วย 

สำหรับ

ผู้อำนวยการโรงพยาบาลทองแสนขัน ในฐานะผู้มีอำนาจในการสั่งซื้อ 

ทางคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ก็ต้องขยายผลไปถึงด้วย เบื้องต้นได้รับรายงานจากสาธารณสุขจังหวัดอุตรดิตถ์แล้วว่าได้สั่งย้าย

นายธีระพงษ์ เอี่ยมอ่อน เภสัชกร 7 โรงพยาบาลทองแสนขัน 

ไปช่วยราชการประจำอยู่ที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอุตรดิตถ์แล้ว
นายวิทยากล่าวว่า ซูโดอีเฟดรีนมีจำหน่ายขายตามร้านขายยา ราคาเม็ดละ 3-5 บาท นำไปเป็นสัดส่วนในการผลิตยาบ้า สร้างมูลค่าถึงเม็ดละ 300 บาท ทางกระทรวงสาธารณสุขจึงมีประกาศห้ามมีจำหน่ายขายตามร้านขายยาโดยรัฐบาล และเมื่อมีการควบคุมยาชนิดนี้แล้ว บังเอิญมีการตรวจพบและโผล่ว่ามีโรงพยาบาลไหนสั่งยาชนิดนี้มาก ก็ต้องเข้าไปดูว่ามันเป็นไปได้อย่างไร ไม่ใช่เอาไปใช้แก้ปวดหัวหรือยาแก้หวัด ซึ่งในช่วงนี้ก็ไม่มี 

ทั้งนี้ ได้สั่งให้คณะกรรมการสอบสวนสืบหาเส้นทางยาดังกล่าวว่ามีเส้นทางไปมาอย่างไร ส่วนร้านขายยาเองก็ต้องมีการขออนุญาตสั่งซื้อที่โรงพยาบาล ก็จะมีตัวเลขบอกว่าซื้อไปเท่าไหร่ซึ่งจะสั่งซื้อถึง 100,000 เม็ด เป็นไปไม่ได้ 

สำหรับรายกรณีเภสัชกรทองแสนขันข้อมูลที่ได้รับ มีการสั่งซื้อเป็นตัวเลขสะสมไม่ใช่สั่งซื้อเป็นล็อตใหญ่มาทีเดียว เป็นการสั่งซื้อที่มีความถี่บ่อยครั้งมากผิดปกติ จนเป็นเหตุให้มีการตรวจพบเจอที่อุดรธานีและที่อุตรดิตถ์ 

ซึ่งเราเองพยายามที่จะตัดสายป่านเพื่อไม่ให้นำไปเป็นส่วนผลิตยาบ้า ซึ่งตอนนี้กำลังขยายผลเชื่อมโยงไปถึงเครือข่ายขบวนการยาบ้าอยู่ เบื้องต้นสันนิษฐานว่ามีการเชื่อมโยง

"เรื่องยาเสพติด น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ย้ำไม่อยากให้ประชาชนเข้าไปใกล้ชิด โดยเฉพาะกระทรวงสาธารณสุขที่เกี่ยวข้องหรือใกล้ชิดกับยา 

ผมในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ที่ต้องเซ็นประกาศยาเสพติดแต่ละครั้งเพื่อนำไปผลิตยา เพื่อดูแลประชาชนที่เจ็บป่วย แต่ก็จะมีกลุ่มหนึ่งที่จะเอาไปผสมเป็นสูตรยาทำให้เกิดประโยชน์อีกทางหนึ่งนั้นก็คือทางยาเสพติดเราคงยอมไม่ได้ 

ซึ่งรัฐบาลเองก็ได้สั่งให้กระทรวงสาธารณสุขดูแลเรื่องนี้เป็นกรณีพิเศษ เมื่อดูแล้วพบเห็นแบบนี้ก็ต้องรีบดำเนินการ เพราะถ้าไม่รีบดำเนินการก็ต้องมีการนำไปผลิตเป็นยาเสพติดชนิดยาบ้า ในส่วนของทางจังหวัดอุตรดิตถ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดก็ต้องดำเนินการตามกฎหมายเพื่อขยายผลต่อไป" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขกล่าว

ด้านนายโยธินศร์ สมุทรคีรีจ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ กล่าวว่า ได้มอบหมายให้นิติกรสาธารณสุขจังหวัดอุตรดิตถ์ไปดำเนินการแจ้งความเอาผิดกับนายธีระพงษ์ ซึ่งเจ้าตัวให้การยอมรับว่ามีการสั่งซื้อยาซูโดอีเฟดรีนมาจริง โดยซื้อและนำไปส่งให้เพื่อนอีกคนหนึ่ง 

ซึ่งผิดทั้งในตำแหน่งหน้าที่และ พ.ร.บ.การสั่งซื้อยา ทั้งนี้ ได้สั่งให้มีการสอบสวนผู้อำนวยการโรงพยาบาลทองแสนขันด้วยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องอย่างไรหรือไม่ ผลการสอบสวนขยายไปถึงใคร ก็ต้องว่ากันไป

นายโยธินศร์ กล่าวว่า การแจ้งความดำเนินคดีนั้น เพื่อให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้ามามีส่วนขยายผลการสืบสวนสอบสวนในเชิงลึก ที่ทางสาธารณสุขเข้าไปไม่ถึง โดยเฉพาะเครื่อข่ายยา และการสอบสวนเบื้องต้นไม่พบว่า มีการจำหน่ายยาซูโดอีเฟดรีนในพื้นที่ จ.อุตรดิตถ์และจังหวัดใกล้เคียง 

แต่มีการส่งตรงไปยัง จ.เชียงใหม่ ทั้งนี้ สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ภาค 5 จ.เชียงใหม่ ตรวจสอบกล่องจ่าหน้าผู้ฝากส่งมาจากโรงพยาบาลทองแสนขัน จ.อุตรดิตถ์ ซึ่งกล่องดังกล่าวตกอยู่ในแหล่งผลิตยาบ้าแห่งหนึ่งของเชียงใหม่ 

จึงสืบหาต้นตอย้อนมาที่ จ.อุตรดิตถ์ ปรากฏว่ามีเจ้าหน้าที่เภสัชกรรายนี้เข้าไปเกี่ยวข้อง สำหรับประวัติเภสัชกรรายนี้ยังตอบอะไรได้ไม่มาก เพิ่งสอบสวนเบื้องต้น
Read More …

เรือนจำกลางชลบุรี รวบผู้คุม ซุกยาเสพติดในรองเท้าส่งให้ผู้ต้องขัง

โดยไทยรัฐ เมื่อ 27 ก.พ.2555

ผ่ายัดใส่ในรองเท้าแตะโดนรวบอ้างรับฝากไม่รู้

ผบ.เรือนจำรวบผู้คุมส่งยาบ้ากับยาไอซ์ให้นักโทษ ยัดไส้ใส่ ในพื้นรองเท้าแตะทั้ง 2 ข้างอย่างแนบเนียนส่งมาพร้อมกับอาหารหวังตบตาเจ้าหน้าที่ ภายหลังถูกรวบอ้างเป็นคนส่งจริงเพราะญาตินักโทษที่รู้จักกันฝากมาโดยไม่รู้ว่ามีการยัดไส้ยานรกมาด้วย แต่เจ้าหน้าที่ไม่ปักใจเชื่อ นำตัวส่งโรงพักดำเนินคดีทันที แถมถูกสอบวินัย ส่วนนักโทษต้องถูกตั้ง
ข้อหาเพิ่ม

ผบ.เรือนจำบุกรวบผู้คุมส่งยาเสพติดให้นักโทษรายนี้ เปิดเผยเมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 26 ก.พ.

เรือนจำกลางชลบุรี ต.บ้านสวน อ.เมืองชลบุรี

นายอำนาจ ปรัชญาพันธุ์ รักษาการ ผบ.เรือนจำกลางชลบุรี 
นายจักรกฤษณ์ ชวนะเวช ผอ.ส่วนควบคุม และ
นายอภิชาติ สุวรรณโพธิ์ หน.ฝ่ายควบคุม เขต 3 

ร่วมกันแถลงข่าวจับกุม

นายสุรกาญจน์ สุขศรีทอง อายุ 34 ปี เจ้าพนักงานราชทัณฑ์ชำนาญงาน เรือนจำกลางชลบุรี 

ฐานลักลอบนำยาบ้าและยาไอซ์เข้าเรือนจำเพื่อส่งให้ผู้ต้องขัง พร้อมของกลาง

- ยาบ้า 100 เม็ดและ
- ยาไอซ์ 100 กรัม

นายอำนาจเปิดเผยว่า ก่อนหน้านั้นได้รับรายงานจากสายข่าวว่าขบวนการค้ายาเสพติดพยายามหาทางจะลักลอบส่งยาเสพติดเข้าเรือนจำให้นักโทษโดยมีเจ้าหน้าที่ของเรือนจำบางคนเป็นผู้ดำเนินการโดยจะนำซุกซ่อนใส่ไว้ในรองเท้าแตะส่งให้ผู้ต้องขังจึงได้เรียก

นายจักรกฤษณ์ ชวนะเวช ผอ.ส่วนควบคุม และ หน.ฝ่ายทุกฝ่าย

มาหารือกำชับให้จับตาเฝ้าระวังเจ้าหน้าที่คนใดที่ส่อพฤติกรรมดังกล่าว โดยเฉพาะผู้ที่นำรองเท้าแตะส่งเข้าเรือนจำ

กระทั่งเช้าวันเดียวกันนี้ นายอภิชาติ สุวรรณโพธิ์ หน.ฝ่ายควบคุม เขต 3 ซึ่งเข้าเวรอยู่ในเรือนจำ ได้รับรายงานจาก

นายปรเมษฐ แสงเดช เจ้าพนักงานราชทัณฑ์ชำนาญงาน

ว่า

นายสุรกาญจน์ สุขศรีทอง เจ้าพนักงานราชทัณฑ์ชำนาญงาน 

นำ

- รองเท้าแตะหนัง สีครีมแบบหูหนีบยี่ห้อบาจา 1 คู่ บรรจุในถุงพลาสติกกับ
- อาหารเป็นปลาหมึกกับกุ้งแห้งและ
- อาหารผักสดบรรจุถุงพลาสติกอีก 1 ถุง 

มาส่งให้ผู้ต้องขังชื่อ

นช.ปิยะ เลียวรักษ์โอฬาร 

ต้องโทษข้อหาจำหน่ายยาไอซ์และยาบ้า ที่หน้าประตูแดน 5-6

รักษาการ ผบ.เรือนจำกลางชลบุรีกล่าวต่อว่า หลังทราบดังนั้น นายอภิชาติได้เรียกตัว นช.ปิยะ มาสอบถาม และยอมรับว่าเป็นสิ่งของที่นายสุรกาญจน์ นำมาส่งให้จริง จึงสั่งยึดของฝากทั้งหมดไว้ พร้อมรายงานให้ตนทราบ และร่วมกันตรวจสอบสิ่งของทั้งหมด ปรากฏว่าพบ

ยาบ้า 
ยาไอซ์

ซุกซ่อนใต้พื้นรองเท้าทั้ง 2 ข้างที่ยัดไส้ซุกซ่อนไว้อย่างแนบเนียน หลังพบของกลางได้เรียกตัวนายสุรกาญจน์มาสอบ สวนให้การยอมรับว่า เป็นผู้นำรองเท้าแตะพร้อมอาหารแห้งฝากส่งให้กับ นช.ปิยะ เลียวรักษ์โอฬาร จริง แต่ไม่รู้ว่าใต้รองเท้ามีการซุกซ่อนยาเสพติดไว้

เนื่องจากได้รับฝากจากญาติของ นช.ปิยะ ซึ่งเป็นคนรู้จักกัน 

แต่คำให้การขัดแย้งกับ นช.ปิยะ ซึ่งให้การรับสารภาพในภายหลังว่า ผู้ที่ฝากรองเท้ายัดไส้ยาเสพติดพร้อมถุงอาหารผ่านนายสุรกาญจน์นั้นเป็นเพื่อนกันกับ นช.ปิยะ

ไม่ใช่ญาติ

หลังจับกุมและสอบปากคำนายสุรกาญจน์แล้วได้รายงานให้อธิบดีกรมราชทัณฑ์ทราบ ก่อนควบคุมตัวนายสุรกาญจน์พร้อมของกลางส่งให้พนักงานสอบสวน สภ.เมืองชลบุรี ไปสอบสวนและดำเนินคดี

สำหรับในส่วนของเรือนจำจะตั้งกรรมการขึ้นมาสอบสวนด้านวินัยกับนายสุรกาญจน์ต่อไป ส่วน น.ช.ปิยะ ซึ่งยอมรับสารภาพจะเสนอเรื่องให้ พนักงานสอบสวน สภ.เมืองชลบุรี แจ้งข้อหาเพิ่มเติมต่อไปเช่นกัน

ขณะที่

พ.ต.ท.ชาติชาย รื่นถวิล รอง ผกก.(สส.) สภ.เมืองชลบุรี 

เปิดเผยถึงคดีนี้ว่า ในการสอบสวน นายสุรกาญจน์ สุขศรีทอง เจ้าพนักงานราชทัณฑ์เรือนจำกลางชลบุรี ได้ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา อ้างว่ารับฝากจากญาติผู้ต้องขังโดยไม่รู้ว่าในรองเท้ามียาเสพติด ในเบื้องต้นจึงตั้งข้อหา

มียาเสพติดไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย 

สำหรับ นช.ปิยะ เลียวรักษ์โอฬาร ที่ร่วมกระทำผิด ปัจจุบันถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำกลางชลบุรีอยู่แล้ว จะได้แจ้งข้อหาเพิ่มเติมต่อไป
Read More …

ภ.4 จับแก๊งอ้างเป็น "โรบินฮู้ด" ปล้นทรัพย์ทั่วขอนแก่น

 
 
โดยข่าวสด เมื่อ 27 ก.พ.2555

หากพูดถึงจอมโจรชื่อดังของเกาะอังกฤษ ที่มีชื่อเสียงดังก้องไปทั่วโลก คงหนีไม่พ้น ′โรบินฮู้ด′ แห่งป่าเชอร์วู้ด ที่มีพฤติกรรมปล้นคนรวย เจือจานคนจน เป็นแน่แท้

 จนบางครั้งกลายเป็นข้ออ้างของอาชญากร ที่ใช้ปกป้องตัวเองให้พ้นจากความรู้สึกผิดบาป

แต่จริงๆ แล้ว อาชญากรรมก็คืออาชญากรรม นำมาอ้างความถูกต้องชอบธรรมอะไรไม่ได้ และต้องรับผิดไปตามกฎหมายที่บัญญัติไว้

อย่างเหตุการณ์ที่ขอนแก่น ที่โจรแสบอ้างตัวเป็นพ่อพระ ทนเห็นความเหลื่อมล้ำทางสังคมไม่ได้ เลยลักขโมยสิ่งของแล้วเอาไปแจกจ่ายคนอื่น

แต่พฤติกรรมแท้จริง ก็คือเอาเงินไปซื้อยาเสพติด เล่นการพนัน ปรนเปรอสนองความอยากของตัวเองเท่านั้น

สุดท้ายก็ต้องถูกจับกุมดำเนินคดีรับโทษตามกฎหมายต่อไป

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 ก.พ. ที่ผ่านมา โดย

พล.ต.ต.จตุพล ปานรักษา ผบก.สส.ภ.4 

แถลงผลการจับกุมโจรแสบยกแก๊ง ประกอบด้วย 

1. นายคมเพชร สีหาแก้ว อายุ 24 ปี อยู่บ้านเลขที่ 127 ซ.ร่วมพัฒนา 33 แขวงอนุสาวรีย์ชัย เขตบางบอน กทม. 

2. น.ส.อำไพ ภูดงน้อย อายุ 26 ปี อยู่บ้านเลขที่ 254/2 หมู่ 14 ต.ท่าพระ อ.เมือง จ.ขอนแก่น และ

3. นายพงษ์ศักดิ์ ศรีน้อย อายุ 37 ปี อยู่บ้านเลขที่ 34 หมู่ 1 ต.บ้านเป็ด อ.เมือง ขอนแก่น

พร้อมของกลาง

- รถเก๋งมิตซูบิชิ สีเทา ทะเบียน กน 69 ขอนแก่น 
- รถเก๋งโตโยต้า วีออส สีดำ ทะเบียน กบ 968 ขอนแก่น 
- รถจักรยานยนต์ 5 คัน 
- โทรศัพท์มือถือ 3 เครื่อง 
- สมุดบัญชีธนาคารหลายสาขา ทั้งหมด 10 เล่ม

ที่มาของคดีเกิดขึ้นเมื่อช่วงค่ำวันที่ 8 ก.พ. ที่ผ่านมา เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจรับแจ้งเหตุคนร้ายชิงรถยนต์ที่หน้าร้านขายเครื่องสำอาง ถ.รื่นรมย์ ในเขตเทศบาลขอนแก่น หายไปอย่างไร้ร่องรอย

เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจลงพื้นที่ตรวจสอบ ก็ทราบว่ากลุ่มคนร้ายที่ลงมือน่าจะเป็นแก๊งนายคมเพชร เมื่อสืบลึกลงไปอีกก็พบว่า กลุ่มคนร้ายมีพฤติกรรมลักขโมยรถทั้งรถยนต์และจักรยานยนต์ เอาไปส่งขายที่ อ.ช่องจอม จ.สุรินทร์

และเชื่อว่ารถยนต์ที่หายไปกำลังอยู่ระหว่างขนส่งไปที่จุดหมาย จึงสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจลงพื้นที่ตรวจสอบสกัดจับให้ได้ทันที

จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามไปถึงที่ปั๊มน้ำมันปตท.บ้านดอกไม้ ต.ดอกไม้ อ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด ก็พบผู้ต้องสงสัยอยู่บนรถมิตซูบิชิ สีและรุ่นเดียวกับที่กำลังตามหา

แต่ป้ายทะเบียนกลับเป็น ฎข 6797 กรุงเทพ ซึ่งคาดว่าเป็นทะเบียนปลอม ประกอบกับทั้ง 2 แสดงอาการพิรุธมาก จึงเชิญตัวมาสอบสวนที่บก.สส.ภ. 4

เค้นสอบไปมา คนร้ายก็รับสารภาพหมดเปลือก โดยนายคมเพชร เล่าสาเหตุการตัดสินใจเข้าสู่ทางโจรไว้ว่า

"เดิมทีเดียวทำงานเป็นผู้จัดการร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่ง ย่านรามคำแหง แต่เมื่อ 2 ปีที่แล้ว ตกงาน แถมทะเลาะกับภรรยา ต้องแยกทางกัน โดยทิ้งลูกไว้กับเมีย แล้วตัดสินใจมาหางานทำที่ขอนแก่น เป็นพนักงานห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง"

จนกระทั่งมาเจอกับแฟนสาว ก็หลงรักกัน และชักชวนให้มาอยู่ด้วยกัน

รายได้ผมก็ไม่ได้ดีอะไร พอมาทำงานนี้สักพักก็ตกงาน ต้องเดินหางานทำวันนึงไม่ต่ำกว่า 10 กิโลเมตร ข้าวก็ไม่มีกิน พอเห็นพวกคนร่ำรวย ขับรถมาห้างสรรพสินค้า จับจ่ายซื้อของกันสุรุ่ยสุร่าย บางอย่างซื้อไว้อย่างนั้น แล้วก็ทิ้งขว้าง มันทำให้ผมทนไม่ได้ จึงตัดสินใจลักรถไปขาย ได้คันละ 4-5 หมื่นบาท รวมทั้งเอาทรัพย์สินมีค่าในรถออกเร่ขาย หรือเอาไปฝากไว้ที่โรงรับจำนำ ซึ่งทำมาหลายครั้งแล้ว

เมื่อได้เงินมาก็เอาไปใช้จ่าย โดยมอบให้กับคนเก็บขยะได้ใช้บ้าง ถือว่าแบ่งปันกันใช้จ่าย

ส่วนวิธีลักรถ จะอาศัยจังหวะที่ผู้เสียหายสตาร์ตรถทิ้งไว้ลงไปซื้อของ แล้วสวมรอยขึ้นไปขับรถแล้วหลบหนีไป

บางครั้งก็จะอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบขอตรวจสอบรถจะพาไปโรงพัก เมื่อถึงกลางทางก็จะใช้ปืนปลอมข่มขู่ผู้เสียหายแล้วปล่อยตัวลงจากรถ หลังจากนั้นก็จะขับรถหลบหนีไป

อย่างไรก็ตาม เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามตรวจสอบแล้ว กลับพบว่า แม้เจ้าคมเพชร จะอ้างว่าเอาเงินไปแจกจ่ายคนจน แต่ข้อเท็จจริงแล้ว กลับเอาเงินไปเสพยาไอซ์ และยังเป็นนักพนันมือเติบ แถมใช้เงินเที่ยวเตร่กันสนุกมือ

รวมทั้งยังสารภาพอีกว่ายังมีเพื่อนร่วมแก๊งอีกคน จึงติดตามจับกุมตัวมา พร้อมแจ้งข้อหาร่วมกันชิงทรัพย์ และรับของโจร และดำเนินคดีต่อไป ปิดฉากตำนานแก๊งโรบินฮู้ดเมืองขอนแก่น
Read More …

รวบ 2โจ๋ ม.3 ร.ร.ดัง ตั้งตัวเป็นเอเย่นต์ค้า-เสพยาบ้า หาเงินซื้อไอโฟน-เที่ยวเตร่

โดยข่าวสด เมื่อ 26 ก.พ.2555

เมื่อเวลา 05.00 น. วันที่ 26 ก.พ.

พ.ต.อ.อารี สินธุรา ผกก.สส.ภ.จว.อุดรธานี 

ทำการสืบทราบมาว่าที่

หอพักศรีภิญโญอพาร์ตเม้นต์ ซ.จินตคาม ถ.ทหาร ต.หมากแข้ง อ.เมือง จ.อุดรธานี 

มี

กลุ่มวัยรุ่นมั่วสุมเสพและซื้อขายยาบ้า 

จึงสั่งการให้ 

พ.ต.ท.เอกกฤต กัลยาสนธิ์ รอง ผกก.สส.ฯ 
นำกำลังชุดสืบสวนคมประจักษ์ 

เข้าตรวจค้นจับกุมพบ

ห้องต้องสงสัยหมายเลข 39 

มีวัยรุ่นเข้าออกผิดปกติจึงเข้าตรวจค้น พบผู้ต้องสงสัยอยู่ในห้อง 2 คน คือ 

1. นายบอส (นามสมมติ) อายุ 15 ปี และ 

2. นายแมน (นามสมมติ) อายุ 16 ปี ทั้งสองเป็นนักเรียนชั้น ม.3 โรงเรียนแห่งหนึ่ง จ.อุดรธานี 

จากการตรวจค้นพบ

- อุปกรณ์เสพยาบ้าจำนวนหนึ่ง 
- ยาบ้าซุกซ่อนในห้องจำนวน 120 เม็ด 
- โทรศัพท์มือถือไอฟน 4 จำนวน 1 เครื่อง

พ.ต.ท.เอกกฤต กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมกลุ่มเสพยาบ้าและทำการขยายผลจนทราบว่าทั้งคู่ไปเช่าห้องพักเดือนละ 4,200 บาท และค้ายาบ้ากับนายอาร์ม ไม่ทราบนามสกุล อยู่หลังคุ้มแขก โดยซื้อมาครั้งละ 200 เม็ด ในราคา 38,000 บาท แล้วนำมาแบ่งขายทั้งในโรงเรียนและนอกโรงเรียน 

โดยจะแบ่งขายครั้งละ 20 เม็ด ราคา 5,000 บาท ซึ่งมีการสั่งซื้อยาบ้าครั้งละ 200 เม็ดมาขายแล้วกว่า 10 ครั้ง ได้กำไรมากกว่า 1 แสนบาท ยาบ้าส่วนหนึ่งเอาไว้เสพวันละ 3 – 4 เม็ด เงินที่ได้จากการขายยาบ้าก็ซื้อมือถือไอโฟน 4 ไว้ใช้เอง 2 เครื่องและซื้อให้แฟนสาวอีก 1 เครื่องกลางคืนก็ออกเที่ยวเตร่กับเพื่อนๆ 

โดยนายบอส อยู่ในครอบครัวที่มีฐานะดีพ่อและแม่เป็นอาจารย์อยู่ที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดอุดรธานี

จากนั้นตำรวจได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งสองไว้ดำเนินคดีในข้อหา

 “เสพและมียาเสพติดประเภท1(ยาบ้า)ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย”
Read More …

จับนางนกต่อลวงอดีต ผช.ผู้ใหญ่บ้านให้กิ๊กฆ่า

โดยเดลินิวส์ เมื่อ 26 ก.พ.2555

คดีกลุ่มคนร้ายรุมทำร้าย

นายอุดม เขื่อนตะลัย อายุ 57 ปี พ่อค้าผลไม้ และอดีตผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านทุ่งตาแก้ว ต.นาหูกวาง

 ในพื้นที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เมื่อวันที่ 25 ก.พ. ที่ผ่านมาตามที่ได้เสนอข่าวไปนั้น ล่าสุด 

พ.ต.อ.พิศุทธิ์ ศุกระศร ผกก.สภ.ทับสะแก 
พ.ต.ท.วสันต์ ลือฤทธิ์ สวป. 
พ.ต.ต.อรรถสิทธิ์ พัฒนาประทีป สว.สส. 
พร้อมพวก

จับกุมตัว

1. น.ส.อพัชชา พิมพ์แท้ อายุ 30 ปี 

2. นายวัลลภ ปันแก้ว อายุ 24 ปี และ 

3. นายภูษณะ แก้วกลัด อายุ 22 ปี 

เนื่องจากสืบทราบว่า ผู้ต้องหาทั้งสาม เป็นผู้ที่ลมือฆ่านายอุดมแล้วแยกย้ายกันหลบหนี 

โดยจับกุมน.ส.อพัชชา ได้ที่บ้านเลขที่บ้านเลขที่ 41 หมู่ที่ 8 ต.ธงชัย อ.บางสะพาน ก่อนขยายผลเข้าจับกุม นายวัลลภ และ นายภูษณะ 

พร้อมของกลาง

- เสื้อผ้าเปื้อนเลือดที่ใส่ในวันที่เกิดเหตุ 

ที่

บ้านเขาปอ หมู่ที่ 7 ต.อ่างทอง อ.ทับสะแก 

สอบสวนเบื้องต้น น.ส.อพัชชา ให้การว่า 

เคยคบหาและมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับนายอุดม ผู้ตาย แต่หลังจากคบหากับนายวัลลภ ก้คิดจะตีตัวออกห่าง แต่นายอุดมไม่ยอม จึงวางแผนนัดหมายให้ผู้ตายมาพบที่จุดเกิดเหตุ

จากนั้น นายวัลลภและนายภูษณะ จึงใช้ไม้และก้อนหิน ที่เตรียมมารุมทุบตีผู้เสียหายจนเสียชีวิต ก่อนแยกย้ายกันหลบหนี

ต่อมาเวลา 11.00 น. วันเดียวกัน พ.ต.อ.พิศุทธิ์ ศุกระศร พร้อมตำรวจกว่า 50 นาย และอาสาสมัครฝ่ายปกครอง 20 นาย ได้ร่วมกันควบคุมตัว 

นางสาวอพัชชา พิมพ์แท้ 
นายวัลลภ ปันแก้ว และ
นายภูษณะ แก้วกลัด 

เดินทางไปทำแผนประทุษกรรมประกอบคำรับสารภาพในที่เกิดเหตุ โดยมีญาติของผู้ตายและชาวบ้านหลายร้อยคน ต่างเดินทางมาร่วมสังเกตุการณ์ 

โดย น.ส.อพัชชา ได้แสดงท่าขี่รถ จยย.นำหน้า

รถกระบะอีซูซุ ดีแม็ก สีดำ ทะเบียน บน 7224 ประจวบคีรีขันธ์ 

ของผู้ตายมาจอดในที่เกิดเหตุ จากนั้นนายวัลลภ กับนายภูษณะ ได้ใช้ไม้กระหน่ำตีนายอุดมจนล้มลง และใช้ก้อนหินขนาดใหญ่ทุบใบหน้าและศีรษะจนกระทั่งเสียชีวิต 

แต่ขณะที่เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาทำแผนอยู่นั้น ชาวบ้านและญาติซึ่งเก็บอารมณ์ไว้ไม่อยู่ ต่างวิ่งกรูฝ่าวงล้อมของเจ้าหน้าที่เข้ามารุมประชาทัณฑ์ ผู้ต้องหาทั้ง 3 คน 

จนเกิดการตะลุมบอนชุลมุนวุ่นวายกัน ทำให้ผู้ต้องหาและเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บกันไปตามๆกัน เจ้าหน้าที่จึงต้องรีบควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 3 คน เดินทางกลับไปยัง สภ.ทับสะแก ทันทีก่อนจะสอบปากคำแลแจ้งข้อหา

ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน

ต่อไป.
Read More …

กาฬสินธุ์ จับกุม นร.ม.6 จับรุ่นน้อง ม.1 เรียกค่าไถ่

โดยเดลินิวส์ เมื่อ 24 ก.พ.2555

เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 24 ก.พ.

พ.ต.ท.พุฒินันท์ อำพันธ์ รอง ผกก.สส.สภ.เมืองกาฬสินธุ์ 
พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน 

ควบคุมตัว

นายเอ (นามสมมุติ) อายุ 18 ปี นร.ชั้น ม.6 โรงเรียนชื่อดังแห่งหนึ่ง

ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ 

ภายในห้องพักเลขที่ 3 หอพักสัญญา เขตเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ 

หลังก่อเหตุจับ 

ด.ช.บี (นามสมมุติ) อายุ 13 ปี นร.ชั้น ม.1 โรงเรียนเดียวกัน

ไปเรียกค่าไถ่จากผู้ปกครองเป็นเงิน 40,000 บาท โดยจับเหยื่อมัดมือ มัดเท้า ปิดปาก จับขังไว้ในห้องพัก โดยเหตุเกิดเมื่อกลางดึกวันที่ 23 ก.พ. ที่ผ่านมา

ทั้งนี้สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้รับการประสานจากตำรวจ สภ.คำม่วง จ.กาฬสินธุ์ ว่าผู้ปกครองของด.ช.บี ได้เข้าแจ้งความว่าลูกชายพักอยู่ห้องพักเลขที่ 3 หอพักสัญญา ถูกคนร้ายไม่ทราบจำนวนจับตัวไป และโทรศัพท์มา

เรียกค่าไถ่จำนวน 4 หมื่นบาท 

หลังรับแจ้งจึงส่งกำลังติดตามตัวคนร้าย และเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุภายในหอพัก จนกระทั่งพบนายเอเดินกระสับกระส่ายอยู่ที่บริเวณหน้าห้องในลักษณะมีพิรุธ จึงเข้าไปสอบถามซึ่งนายเอมีอาการตกใจ หน้าซีดอย่างเห็นได้ชัด พอโดนเค้นอย่างหนักเลยยอมรับสารภาพว่าเป็นผู้ลงมือก่อเหตุจับ ด.ช.บี ขังไว้แล้วโทรศัพท์ไปเรียกค่าไถ่ 

พร้อมนำเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบบริเวณห้องครัวด้านหลังห้องพักเลขที่ 3 พบด.ช.บี ถูกมัดมือมัดเท้า ปิดปาก และใช้ผ้าห่มคลุมตัวอำพราง จึงเข้าไปช่วยเหลือไว้ได้ พร้อมควบคุมตัวนายเอไปสอบสวนที่โรงพัก

จากการสอบสวนนายเอโจรรุ่นเยาว์ให้การรับสารภาพว่า ได้เช่าห้องพักอยู่ติดกับห้องของ ด.ช.บี โดยก่อนเกิดเหตุอาศัยช่วงปลอดคนทำทีไปเคาะประตูห้องด.ช.บี และเมื่อด.ช.บีเปิดประตูห้อง จึงใช้กำลังบังคับนำผ้ามามัดมือ มัดเท้า ปิดปาก และจับตัวไปขังไว้ที่ห้องครัวหลังห้อง ก่อนใช้ผ้าห่มคลุมตัวเพื่ออำพรางอีกชั้นหนึ่ง จากนั้นไปค้นกระเป๋าได้เงินสด 250 บาท และใช้โทรศัพท์มือถือของด.ช.บี โทรศัพท์ไปเรียกค่าไถ่กับผู้ปกครองของด.ช.บี จำนวน 4 หมื่นบาท

จากนั้นได้บังคับให้ด.ช.บีบอกรหัสเอทีเอ็มและไปกดเงิน แต่พบว่าในบัญชีไม่มียอดเงินเหลืออยู่ จึงกลับมาที่ห้องพักจนกระทั่งถูกเจ้าหน้าที่จับกุมได้ 

ส่วนสาเหตุที่ทำลงไปนั้นเพราะต้องการนำเงินไปใช้หนี้โต๊ะพนันฟุตบอลที่ติดหนี้อยู่จำนวน 3 หมื่นบาท เพราะถูกเจ้าหนี้ติดตามทวงอย่างหนัก โดยถูกข่มขู่ว่าหากไม่นำเงินมาจ่ายภายในวันนี้จะถูกทำร้ายจนถึงชีวิต นอกจากนี้จะนำเงินที่ได้ไปจ่ายค่าเทอมและค่าห้องพัก เนื่องจากเงินที่พ่อส่งมาให้จำนวน 2 หมื่นบาท ได้เสียพนันฟุตบอลไปหมดแล้ว

เบื้องต้นแจ้งข้อหา

บุกรุกเคหะสถานในยามวิกาล 
ทำร้ายร่างกาย และ
กรรโชกทรัพย์ 

ก่อนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวได้รับข้อมูลจากอาจารย์ของโรงเรียนที่นายเอศึกษาอยู่รายหนึ่ง ว่าปกตินายเอถือเป็นนักเรียนอัธยาศัยดี ไม่เกเร เรียนหนังสือเก่งจนสอบติดมหาวิทยาลัยชื่อดังใน จ.ขอนแก่น โดยอาจารย์ของโรงเรียนรวมถึงเพื่อนนักเรียนที่ทราบข่าวต่างพากันตกใจภายหลังทราบข่าว.
Read More …

รฟท.เผยภาพถ่ายบุคคลต้องสงสัยมีพฤติการณ์ล้วงกระเป๋าในตลาดนัดจตุจักร

เมื่อ 25 ก.พ.2555

ถ้าไปเดินตลาดนัดจตุจักร  เจอคนในภาพเข้ามาใกล้ ๆ ระวังตัวด้วยนะ
Read More …

จับหนุ่มร่างท้วมแต่งสายตรวจตระเวนรีดเงินเด็กแว้น

 
โดยไทยรัฐ เมื่อ 25 ก.พ.2555

รวบ "ตำรวจเก๊" ออกตรวจจับ-รับเงินรถซิ่ง ย่านปทุมธานี หลอกแก๊งเพื่อนอีก 3 ร่วมชะตากรรม ถูกแจ้งข้อหาแต่งกายเลียนแบบเจ้าพนักงาน ส่วนเรื่องรับเงินต้องรอให้มีผู้เสียหาย ขณะที่เพื่อนร่วมแก๊งพบว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ถูกหลอกมาอีกที จึงปล่อยตัว...

เมื่อเวลา 00.30 น. วันที่ 25 ก.พ.

พ.ต.ท.มงคล จิตรพรหม สว.สส.สภ.ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ ต.ประชาธิปัตย์ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี พร้อมด้วย 
ร.ต.อ.รพีพงศ์ กุลจิตติชุติพร รอง.สว.สส. และ
กำลังเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนจำนวนหนึ่ง 

ได้เข้าจับกุมตัว

นายจักรกฤษณ์ อิตต๊ะกัน อายุ 20 ปี อยู่บ้านเลขที่ 90/369 ม.6 ต.ลาดสวาย อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี 

แต่งเครื่องแบบตำรวจออกตระเวนในพื้นที่ตลาดรังสิต โดยสามารถจับกุมตัวได้พร้อมด้วย

เพื่อนอีก 3 คน 

ขณะขับขี่

- รถจักรยานยนต์ฮอนด้าซีดีอาร์ สีดำ หมายเลขทะเบียน ฬนอ 435 กทม. และ
- รถจักรยานยนต์ยามาฮ่า สีน้ำเงินขาว หมายเลขทะเบียน คตฉ 531 ปทุมธานี 

ขณะตระเวนหาเหยื่ออยู่

บริเวณหน้าหมู่บ้านรัตนโกสินทร์ 200 ปี ต.ประชาธิปัตย์ 

ก่อนจะควบคุมตัวทั้งหมดมาสอบสวน

สอบสวนนายจักรกฤษณ์ ที่แต่งเครื่องแบบตำรวจ กล่าวว่า เป็น

อาสาสมัครตำรวจชุมชนอยู่ที่ สภ.ธัญบุรี 

โดยจะแต่งเครื่องแบบตำรวจออกตรวจตราในพื้นที่เขตรอยต่อ อ.ธัญบุรี อ.คลองหลวง อ.ลำลูกกา และคอยดูแลไล่จับแก๊งรถซิ่ง จะบอกกับเพื่อน หรือคนที่รู้จักว่าตนเป็นตำรวจสายตรวจ และจะแต่งเครื่องแบบออกจากบ้านในเวลากลางคืนทุกวัน 

จะขี่รถจักรยานยนต์ฮอนด้าซีดีอาร์ ตระเวนไปในพื้นที่ต่างๆ เมื่อพบรถยนต์หรือจักรยานยนต์ที่ดัดแปลงหรือทำผิดกฎหมาย ก็จะเรียกตรวจ และเมื่อเขาให้เงินก็จะรับไว้แล้วปล่อยตัวไป โดยทำมาแล้วในหลายพื้นที่ ทั้ง อ.คลองหลวง อ.ธัญบุรี และ อ.ลำลูกกา

ด้านนายเอ (นามสมมติ) เพื่อนร่วมแก๊ง กล่าวว่า ตนคิดว่านายจักรกฤษณ์เป็นตำรวจจริง โดยเพิ่งรู้จักกันประมาณ 3 สัปดาห์ เพราะตนเกิดอุบัติเหตุและนายจักรกฤษณ์ ได้เข้ามาช่วยเหลือและยังแต่งเครื่องแบบตำรวจ 

จากนั้นนายจักรกฤษณ์ ก็ชวนตนให้มาช่วยทำงาน อ้างว่าจะไปจับพวกแก๊งซิ่ง ตนหลงเชื่อจริงพาเพื่อนอีก 2 คนออกมาด้วย โดยขณะที่ขับรถตระเวนหาแก๊งรถซิ่ง อยู่บริเวณหน้าตลาดรังสิต แล้วมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าจับกุมดังกล่าว ส่วนพฤติกรรมการเรียกรับเงินนั้นตนเองไม่ทราบแต่อย่างใด

ด้าน ร.ต.อ.รพีพงศ์ กุลจิตติชุติพร รอง.สว.สส. กล่าวว่า ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนว่ามีชายแต่งเครื่องแบบออกตระเวนตรวจจับชาวบ้านในพื้นที่ แต่ไม่ทราบว่าเป็นตำรวจจริงหรือไม่ จึงได้พาชุดสืบสวนออกตรวจตราในพื้นที่ จนกระทั่งพบผู้ต้องหาคนดังกล่าวขับรถผ่านมาจึงได้เรียกให้หยุดรถเพื่อทำการตรวจสอบ 

พบว่า

- แต่งเครื่องแบบตำรวจ และ
- พกอาวุธปืนปลอม รวมทั้ง
- วิทยุสื่อสาร 

ซึ่งจากการสอบสวนพบว่ามีการกระทำความผิดจริงมีการเรียกตรวจตราประชาชน ที่ผ่านไปมา และเรียกรับเงิน เบื้องต้นได้แจ้งข้อหา

แต่งกายเลียนแบบเจ้าพนักงาน 

ส่วนเรื่องการเรียกรับเงินนั้นคงต้องรอให้มีผู้เสียหายเข้าแจ้งความก่อนจึงจะสามารถดำเนินคดีได้ ส่วนเพื่อนร่วมแก๊งอีก 3 คนนั้น สอบสวนแล้วพบว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องและถูกหลอกมาอีกที จึงได้ว่ากล่าวตักเตือนและเรียกผู้ปกครองมารับตัวกลับไป.
Read More …

รัฐบาลสหรัฐฯอายัดทรัพย์ยากูซา

 
โดยวอยซ์ทีวี เมื่อ 24 ก.พ.2555

รัฐบาลสหรัฐฯปราบขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติอย่างจริงจัง โดยอายัดทรัพย์สินของกลุ่มยากูซาขนาดใหญ่ และคว่ำบาตรทางการเงินสมาชิกคนสำคัญของกลุ่มหลายคน

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศอายัดทรัพย์สินของ

แก๊งยากูซา ยามากุจิ-กูมิ 

กลุ่มยากูซายักษ์ใหญ่ในประเทศ พร้อมทั้งอายัดทรัพย์สินของสมาชิกกลุ่มระดับแกนนำหลายคน โดยเฉพาะ

นายเคนอิจิ ชิโนดะ หัวหน้าแก๊ง
นอกจากนี้กระทรวงการคลังยังเตรียมการอายัดทรัพย์สินของสมาชิก

แก๊งเดอะบราเธอร์ส เซอร์เคิล (The Brother's Circle) 

ซึ่งเป็นกลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติขนาดใหญ่ที่มีเครือข่ายทั้งในยุโรป ละตินอเมริกา และตะวันออกกลางอีกด้วย โดยทางกระทรวงฯได้ประสานงานให้ธนาคารอายัดทรัพย์สินของสมาชิกแกนนำสำคัญของ แก๊งจำนวน 10 คนแล้ว

นายเดวิด โคเฮน ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังด้านการต่อต้านการก่อการร้ายและอาชญากรรมการเงิน กล่าวว่าแก๊งยามากุจิมีเงินหมุนเวียนในแต่ละปีหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยผ่านธุรกิจผิดกฎหมายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น

- การค้ายาเสพย์ติด 
- การค้ามนุษย์ 
- การกรรโชกทรัพย์ หรือ
- การฟอกเงิน 

อย่างไรก็ตาม นายโคเฮนไม่ได้เปิดเผยมูลค่าของทรัพย์สินที่ถูกอายัดดังกล่าว

การอายัดทรัพย์ดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของ

นายบารัก โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐฯ 

ที่ประกาศเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ว่าจะปราบปรามองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติในประเทศอย่างจริงจัง โดยเฉพาะกลุ่มยากูซาจากญี่ปุ่นที่มี

สมาชิกแก๊งอยู่ในสหรัฐฯกว่า 80,000 คน

ทั้งนี้ เมื่อปีที่ผ่านมา รัฐบาลญี่ปุ่นก็เพิ่งออกกฎหมายปราบปรามบริษัทเอกชนที่ให้ความร่วมมือกับองค์กรอาชญากรรม ส่งผลให้กลุ่มยากูซา ซึ่งเคยมีอิทธิพลทางการเมืองและเศรษฐกิจสูงมากในญี่ปุ่น ต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่ถูกกดดันทั้งจากในและนอกประเทศ
Read More …

จับกุมหัวขโมยงัดบ้านพักเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล

 
โดยเนชั่น เมื่อ 24 ก.พ.2555

เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรทัพทัน โชว์ฝีมือตามจับหัวขโมยที่งัดบ้านเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลทัพทันกลางวันแสกๆ โจรกรรมทองคำรูปพรรณหนัก 30 บาท โน้ตบุ๊ก กล้องถ่ายรูป รวมมูลค่าเกือบ 1 ล้านบาท หลังจากใช้ความพยายามสืบจากกล้องวงจรปิดและแหล่งข่าวแวดล้อม

เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา 21.00น.

พ.ต.ท.พลาย นมเนย หัวหน้าชุดการข่าวและปราบปรามยาเสพติด ตำรวจภูธรจังหวัดอุทัยธานี 
พ.ต.ท.สนั่น ยอดบ่อพลับ รองสารวัตรสืบสวน สถานีตำรวจภูธร พร้อม
กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ได้ควบคุมตัว 

นายวัฒนา ชื่นดี อายุ 45 ปี อยู่บ้านเลขที่ 27/13 หมู่ 5 ต.บางกรวย อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี 

จากจังหวัดนครสวรรค์ ไปสอบสวนที่สถานีตำรวจภูธรทัพทันชั่วคราว หลังจากสืบหาตัวมาตั้งแต่เกิดเหตุคนร้ายงัดบ้านเข้าไปโจรกรรมทรัพย์สินใน

บ้านพักเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลทัพทัน อ.ทัพทัน จ.อุทัยธานี

 เหตุเกิดเมื่อบ่ายวานนี้ (23 ก.พ.55 เวลาประมาณ 14.30น.)

โดยนายวัฒนา สารภาพว่า ได้ใช้ไขควงงัดบ้านพัก

นางวันเพ็ญ คุณาสุธีรัตน์ อายุ 44 ปี เจ้าพนักงานวิทยาศาสตร์ชำนาญการ ในบริเวณโรงพยาบาลทัพ

 ได้ทรัพย์สินเป็น

- ทองรูปพรรณหนักรวม 30 บาท 
- คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก 
- กล้องถ่ายภาพ 2 ตัว รวมมูลค่าเกือบ 1 ล้านบาท 

จากนั้นได้นำทรัพย์สิน 

- ทองคำ บางส่วนไปขายและจำนำ 
- นำเงินส่วนหนึ่งไปฝากธนาคาร 110,000 บาท และ
- ใช้จ่าย ส่วนทรัพย์สินที่เหลือเจ้าหน้าที่สามารถตามยึดได้เกือบครบ

จากการสอบสวน ผู้ต้องหารายนี้ สารภาพว่า เคยติดคุก 15 ปี ในข้อหาฆ่าคนตายตั้งแต่ปี 2539 พ้นโทษ เมื่อเดือนธันวาคม 2554 จากนั้นได้ก่อคดีลักขโมย 

ล่าสุดทุบกระจกและโจรกรรมทรัพย์ในรถยนต์ พื้นที่เขตพญาไท กรุงเทพ ได้ปืนและทรัพย์สินอื่นๆหลายรายการ หลบหนีไปที่จังหวัดอุทัยธานี จากนั้นขับรถจักรยานยนต์ตระเวนในโรงพยาบาลทัพทัน สบโอกาสจึงใช้ไขควงงัดบ้าน 2 หลัง 

หลังแรกงัดไม่ออก จึงไปงัดหลังที่ 2 ได้ทรัพย์สินจำนวนมาก จึงนำบางส่วนไปขาย-จำนำ ที่ตลาดนครสวรรค์ นำเงินไปซื้อ

- ชุดตำรวจ 
- กระสุนปืน 
บางส่วนฝากธนาคารกสิกรไทย
- ทำบัตร เอ.ที.เอ็ม. 

จนถูกตำรวจตามจับได้ที่ร้านคาราโอเกะในเขตเทศบาลตำบลทัพทัน ดังกล่าว ส่วนชุดตำรวจติดยศร้อยตำรวจเอก คนร้ายรายนี้บอกว่าซื้อมาใหม่ตั้งใจจะแต่งโชว์สาว เจ้าหน้าที่ตำรวจ แจ้งว่า ถ้าประชาชนท่านใดสงสัยว่าเคยถูกผู้ต้องหารายนี้ก่อเหตุโจรกรรมทรัพย์สิน สามารถติดต่อดูของกลางได้ที่สถานีตำรวจภูธรทัพทัน
Read More …

เชียงใหม่-จับคนร้ายฆ่า พนง.สาวแว่นท็อปเจริญ

 
 
 
โดยช่อง 3 เมื่อ 24 ก.พ.2555

ตำรวจเชียงใหม่ รวบตัวคนร้ายลงมือสังหารพนักงานสาวร้านแว่นตาท็อปเจริญ สาขาเชียงใหม่ หลังหลบหนีไปเป็น รปภ.ปั๊มน้ำมัน เผยคนร้ายเพิ่งพ้นโทษคดียาเสพติด และเป็นบุคคลอันตรายเป็นภัยกับชาวบ้าน

กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 5

พลตำรวจโทสุเทพ เดชรักษา ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5

แถลงข่าวผลการจับกุม 

นายโอ๋ จิตตรง อายุ 31 ปี 

ผู้ต้องหาบุกเข้าไปทำร้าย 

นางสาวสกุลวลี ดีมาก หรือลูกหว้า อายุ 25 ปี พนักงานสาวของร้านแว่นท็อปเจริญ สาขาตลาดบริบูรณ์ จังหวัดเชียงใหม่ 

จนเสียชีวิตในห้องพักชั้น 3 ของร้าน จากนั้นได้ชิงทรัพย์

- สร้อยคอทองคำ 
- สร้อยข้อมือ และ
- แหวนทองของผู้ตาย 

หลบหนีไป

โดยตำรวจจับกุมผู้ต้องหาได้

ที่ปั๊มน้ำมันคอสโม ตำบลหนองผึ้ง อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่

 พร้อมของกลาง

- เหล็กงัดยาง 2 อัน และ
- อุปกรณ์งัดแงะอีกจำนวนหนึ่ง 

โดยตั้งข้อกล่าวหา

- ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา 
- ชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย 
- บุกรุกในเคหะสถานในเวลากลางคืน 

ซึ่งผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา

จากการสอบสวนผู้ต้องหารายนี้ ให้การว่าคืนเกิดเหตุได้ปืนบันไดหนีไฟขึ้นไปบนดาดฟ้าร้านขายรถจักรยานยนต์ซึ่งอยู่ติดกับร้านแว่นท็อปเจริญเพื่อเข้าไปลักทรัพย์ โดยทำมาแล้ว 2-3 ครั้ง แต่ครั้งนี้ทางร้านขายรถจักรยานยนต์เก็บของมีค่าไว้มิดชิดจึงปืนข้ามไปยังร้านแว่นท็อปเจริญแล้วเดินลงไปชั้นล่างเพื่อขโมยเงินจากกล่องรับบริจาคในร้าน 

แต่เมื่อเดินขึ้นไปยังชั้น 3 พบผู้ตายนอนเล่นโทรศัพท์อยู่ภายในห้อง และพยายามที่จะร้องตะโกนให้คนช่วย ตนจึงใช้เหล็กงัดยางที่เตรียมมา กระหน่ำตีไปที่ศีรษะผู้ตายหลายครั้งจนแน่นิ่งไป

จากนั้นได้ปลดทรัพย์สินจากตัวผู้ตายแล้วนำโทรศัพท์ผู้ตายซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 3 เครื่องไปทิ้งลงโถส้วม เพื่อไม่ให้โทรฯแจ้งตำรวจ และหลบหนีไป ทำงานเป็น รปภ.ที่ปั้มน้ำมันตามปกติ แต่ก็ไม่รอดมาถูกจับดังกล่าว

ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบประวัติของนายโอ๋ทราบว่า พึ่งจะพ้นโทษในคดียาเสพติดและลักทรัพย์ถูกจำคุก 2 ปี 7 เดือน และได้รับอภัยโทษออกจากเรือนจำมาเมื่อวันที่ 18 ธันวาคมปีที่ผ่านมา แต่ก็ไม่เข็ดหลาบยังออกตระเวนลักทรัพย์อย่างต่อเนื่อง 

โดยคนร้ายรายนี้เป็นภัยกับชาวบ้าน หากตำรวจไม่สามารถจับกุมได้ ก็คงจะก่อเหตุอย่างต่อเนื่อง เมื่อมีใครมาพบเห็นก็จะลงมือทำร้ายจนเสียชีวิตเพื่อปิดปาก
Read More …

สรรพากรไล่บี้ภาษี 3,000 บริษัทยักษ์ จี้ยื่นผ่านเน็ต-สาวถึงธุรกิจปลายน้ำ

โดยประชาชาติธุรกิจ เมื่อ 23 ก.พ.2555

กรมสรรพากรปฏิบัติการอุดช่องโหว่บริษัทยักษ์ถ่ายโอนกำไรเลี่ยงภาษี ตั้งทีมศึกษากฎหมายบังคับ "นิติบุคคล" เสียภาษีทางอินเทอร์เน็ต ล้วงลึกตรวจสอบเอกสารตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ดีเดย์ใน 6 เดือน ประเดิมต้อนบริษัทใหญ่ทั่วประเทศเข้าระบบ จี้รัฐหนุนกำลังคน-ลงทุนไอที มั่นใจอุดรูรั่วเก็บภาษีได‰เพิ่มเท่าตัวเป็นกว่า 3 ล้านล้านบาท ภายใน 2 ปี

นายสาธิต รังคสิริ อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ในปีงบประมาณ 2555 กรมสรรพากรได้รับเป้าจัดเก็บรายได้ 1.625 ล้านล้านบาท สูงกว่าปีก่อนประมาณ 7.8%

ขณะที่การจัดทำงบประมาณปี 2556 อยู่ระหว่างเจรจาเป้าหมายรายได้กับทางกระทรวงการคลัง จากที่มีการตั้งเป้าเบื้องต้นไว้กว่า 1.7 ล้านล้านบาท

พร้อมกันนี้กรมสรรพากรมีแผนเพิ่ม ประสิทธิภาพจัดเก็บภาษีนิติบุคคลมากขึ้น โดยเมื่อ 16 ก.พ.ได้มีคำสั่งตั้งคณะทำงาน 4 ชุด ศึกษาแนวทางการกำหนดให้นิติบุคคลต้องยื่นแบบแสดงรายการชำระภาษีผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์เป็นภาคบังคับ เพื่อให้กรมสรรพากรสามารถตรวจสอบรายงานบัญชีภาษีและเอกสารต่าง ๆ ได้ตั้งแต่ต้นน้ำไปถึงปลายน้ำ

"คณะทำงานที่ตั้งขึ้นมา 4 ชุด ชุดใหญ่ผมกำกับเอง และมีชุดย่อยดูเรื่องกฎหมาย เรื่องไอที และเรื่องบัญชี โดยให้ศึกษาว่าเหมาะจะใช้กับใครบ้างในช่วงเริ่มต้น และจะขยายให้กับทุกบริษัทได้ภายในเมื่อไหร่ ข้อมูลในรายงานภาษีต้องมีอะไรบ้าง การแมตชิ่งข้อมูลเพื่อตรวจสอบต้องทำอย่างไรบ้าง เรื่องไอทีต้องลงทุนเพิ่ม ซอฟต์แวร์ต้องสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ" นายสาธิตกล่าว

อธิบดีกรมสรรพากรกล่าวว่า เรื่องนี้ถือเป็นนโยบายเร่งด่วน เพราะจะเป็นก้าวสำคัญในการอุดช่องโหว่การจัดเก็บภาษี ซึ่งคาดว่าเมื่อนำระบบดังกล่าวมาใช้ภายใน 2 ปี กรมจะสามารถจัดเก็บภาษีเพิ่มขึ้นได้เท่าตัว คือจากปีนี้ 1.6 ล้านล้านบาท เป็นกว่า 3 ล้านล้านบาท แต่ทั้งนี้หมายความว่า รัฐบาลต้องให้การสนับสนุนเต็มที่ ทั้งเรื่องอัตรากำลังคนและระบบไอที ซึ่งหากรัฐบาลเห็นความสำคัญ ระบบนี้จะช่วยปิดช่องว่างทำให้การเลี่ยงภาษีทำได้ยาก ส่งผลให้จัดเก็บภาษีได้มากขึ้น ขณะที่รัฐบาลสามารถลดอัตราภาษีนิติบุคคลให้แข่งขันกับต่างประเทศได้มากขึ้นได้ด้วย

"ถ้าระบบนี้ทำงานจะสามารถ cross check ได้ โอกาสเลี่ยงแทบไม่มีเลย แต่รัฐต้องสนับสนุน จะให้ผมจับปลา ต้องให้แห ให้อวน ถ้าให้จับมือเปล่า จับได้ตัวหนึ่งก็เก่งแล้ว ได้เบ็ดมา วันละ 5 ตัวก็เก่งแล้ว แต่ถ้าให้แห ให้อวน จะเอาร้อยตัว พันตัวก็ทำได้ ไม่ยาก และถ้ารัฐสนับสนุนตรงนี้ก็ไม่จำเป็นต้องไปขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม"

อุดช่องโหว่รายใหญ่ถ่ายโอนกำไร

อธิบดีกรมสรรพากรกล่าวต่อว่า ปัจจุบันการเลี่ยงภาษียังมีมาก หากเป็นรายเล็ก ๆ ก็จะใช้ใบกำกับภาษีปลอม หลบยอดรายรับ ทำรายจ่ายปลอม และถ้าเป็นรายใหญ่ก็จะใช้วิธีการถ่ายโอนกำไรกับธุรกิจในเครือที่เสียภาษีอัตราต่ำ หรือได้รับส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) หรือเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ แต่เสียภาษีต่ำหรือขาดทุนมาก แต่ถ้ายื่นภาษีนิติบุคคลและแวตทางอินเทอร์เน็ตจะทำให้สามารถตรวจสอบข้อมูลการเลี่ยงภาษีในวิธีการต่าง ๆ ได้สะดวกขึ้น

โดยเบื้องต้น ถ้าโฟกัสผู้เสียภาษีรายใหญ่ที่อยู่ในสำนักผู้เสียภาษีขนาดใหญ่ (แอลทีโอ) คือ

กลุ่มมีรายได้มากกว่า 2,000 ล้านบาทต่อปี
ซึ่งมีอยู่ประมาณ 2,460 ราย

โดยเป็นผู้จ่ายภาษีประมาณ 50% ของภาษีที่จัดเก็บทั้งหมด และถ้าดึงผู้เสียภาษีรายใหญ่จากทั่วประเทศ โดยคัดสรร 10 รายแรกของแต่ละจังหวัด แต่ละพื้นที่สรรพากรเพื่อให้มาเข้าระบบจ่ายภาษีทางอินเทอร์เน็ต ก็เชื่อว่าจะทำให้สัดส่วนภาษีเพิ่มไปถึง 75% ของรายได้ทั่วประเทศ หมายความว่า ถ้าลงแรงสำหรับผู้ค้ารายใหญ่ได้ดี ภาษีส่วนใหญ่ก็จะอยู่ในมือ

นายสาธิตกล่าวว่า นโยบายการบริหารจัดการของกรมสรรพากรในยุคนี้จะดูแลรายใหญ่ ๆ พวกนี้เป็นพิเศษ เพราะมีฐานธุรกิจใหญ่ และเชื่อว่าการยื่นภาษีทางอินเทอร์เน็ตจะทำให้การตรวจสอบมีประสิทธิภาพ และการจัดเก็บภาษีเป็นธรรมมากขึ้น

ปัจจุบันกรมสรรพากรประสบความสำเร็จในการให้ประชาชนยื่นแบบฯเสียภาษีบุคคลธรรมดาทางอินเทอร์เน็ต โดยผู้เสียภาษีที่มี 9 ล้านราย ยื่นอินเทอร์เน็ตประมาณ 7 ล้านราย แต่ภาษีอื่น ๆ ทั้งนิติบุคคล ภาษีแวต ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ซึ่งเป็นเงินส่วนใหญ่ยังยื่นกระดาษอยู่

ถ้าทำตรงนี้ได้ทั้งหมดนอกจากจะทำให้กระบวนการจัดเก็บมีประสิทธิภาพมากขึ้น ยังจะประหยัดต้นทุนสารพัด ซึ่งตอนนี้ได้ให้เตรียมกระบวนการแก้กฎหมายรอไว้แล้ว ซึ่งเป็นการแก้กฎหมายลูก อธิบดีมีอำนาจในการออกประกาศทำได้อยู่แล้ว

มาตรการรัฐฉุดภาษีวูบ 2 แสน ล.

นายสาธิตกล่าวว่า ผลกระทบจากภาวะน้ำท่วมที่ผ่านมาส่งผลกระทบต่อเนื้อภาษีที่หายไปประมาณ 7-8 หมื่นล้านบาท นอกจากนี้ยังมีส่วนที่ต้องเสียไปจากมาตรการภาษีเพื่อช่วยเหลือน้ำท่วมต่าง ๆ อาทิ ค่าลดหย่อนซ่อมบ้าน-ซ่อมรถ รวมถึงมาตรการบ้านหลังแรก รวม ๆ ในปีนี้คงมีผลประมาณ 7 หมื่นล้านบาท นอกจากนี้ยังมีผลกระทบจากการลดภาษีนิติบุคคล จาก 30% เหลือ 23% อีกประมาณ 7-8 หมื่นล้านบาท รวมกันกว่า 2 แสนล้านบาท

ดังนั้นเป้ารายได้ของกรมที่ต้องเพิ่มขึ้น 7.8% แต่ถ้าดูจากมาตรการลดภาษี ต่าง ๆ แล้วแสดงว่าการจัดเก็บรายได้ ของกรมต้องโตมากกว่านั้น น่าจะเป็น 20-30% เพื่อชดเชยกับภารกิจที่เพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ยังมีภาษีจากการส่งกำไรกลับประเทศของบริษัทต่างประเทศที่ลดลง เช่น บริษัทญี่ปุ่นที่ทุก ๆ ปีจะมีการส่งกำไรกลับประเทศต้องยื่นแบบ ภงด.54 ถูกหักภาษี 10% ส่วนนี้พบว่าหายไปมาก โดยตัวเลขช่วง 4 เดือนแรกจัดเก็บได้ 1.93 หมื่นล้านบาท จากช่วงเดียวกัน ปีก่อนที่จัดเก็บได้ 2.13 หมื่นล้านบาท ซึ่งหมายความว่า บริษัทเหล่านี้อาจต้องใช้เงินในการสร้าง ซ่อมแซม อุตสาห กรรมขึ้นมาใหม่ ที่เสียหายจากน้ำท่วม และบางส่วนอาจจะต้องใช้เงินจำนวนนั้นในการป้องกันน้ำท่วม

สำหรับปีงบประมาณ 2555 ช่วง 4 เดือนแรก การเก็บภาษีของกรมสรรพากรในภาพรวมยังเกินเป้ากว่า 3 พันล้านบาท ถือว่าพอใจในสภาวะเช่นนี้ โดยส่วนที่มาชดเชยส่วนที่หายไป ก็มีทั้งกระบวนการขยายฐานภาษี และธุรกิจที่ได้ประโยชน์จากเหตุการณ์น้ำท่วม เช่น สินค้าอุปโภคบริโภค ที่ใครสามารถผลิตได้ก็ขายดีในช่วงนั้น จนถึงธุรกิจซ่อมแซมบ้าน ซ่อมรถยนต์ที่ได้ประโยชน์ก็มีรายได้มาเสียภาษีมากขึ้น

รุกหนักขยายฐานภาษีอีคอมเมิร์ซ

นายสาธิตกล่าวว่า กรมสรรพากร ได้พยายามผลักดันขยายฐานภาษีในกลุ่มธุรกิจขายสินค้าผ่านอินเทอร์เน็ต (อีคอมเมิร์ซ) ซึ่งเป็นธุรกิจที่น่าส่งเสริม แต่ก็ต้องทำให้ถูกต้อง เพราะต่อไปการค้าผ่านอินเทอร์เน็ตจะเป็นไฮไลต์ของประเทศไทย โดยเฉพาะเมื่อมีการเปิด เออีซี ไม่มีกำแพงภาษี จะทำให้การค้าระหว่างกันใน 10 ประเทศจะคล่องตัวมากขึ้น ลูกค้าเปลี่ยนจาก 66 ล้านคน ในประเทศไทยขยายเป็น 600 ล้านคน แต่ปัญหาคือ ขณะนี้ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ไม่มีการยื่นแบบเสียภาษี

"ตอนนี้เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจ 10 รายก็เจอปัญหาทั้ง 10 ราย เพราะเขาคิดว่าค้าขายผ่านอินเทอร์เน็ตแล้วเราไม่รู้ ก็เลยไม่ยื่นแบบเสียภาษี ทั้งภาษีเงินได้และภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) แต่ด้วยเทคโนโลยีและพัฒนาการของกรมสรรพากรในวันนี้สามารถตรวจสอบการทำธุรกรรมจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ได้ เช่น การขาย กระเป๋าแบรนด์เนม เว็บของใครที่มีคนเข้าไปดูมากที่สุด เราก็ไล่ตั้งแต่รายที่มีธุรกรรมมาก ๆ ซึ่งถ้าเราใส่คนเข้าไปเท่าไหร่ก็ได้มากขึ้นเท่านั้น ปัญหาคือ เรามีคนจำกัด แต่ก็เป็นการเริ่มต้นที่ดี" อธิบดีกรมสรรพากรกล่าวและว่า

อย่างไรก็ดี ช่วงแรกกรมเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการปรับตัว โดยให้นโยบายไปทุกพื้นที่ทั่วประเทศว่า ถ้าผู้ประกอบการมายื่นแบบฯด้วยตัวเอง แล้วขอปรับปรุงแบบฯให้ถูกต้อง กรมจะคิดภาษีย้อนหลังแค่ 2 ปี และลดค่าปรับให้เหลือ 20% จากปกติต้องโดนปรับ 2 เท่า เป็นการเดินไปด้วยกัน แต่หากไม่เข้ามาเอง แล้ว กรมไปตรวจสอบเจอ ล้วงออกมาก็จะให้จัดการตามกฎหมายเต็มที่ คือถ้าเป็นกรณีไม่เคยยื่นแบบฯเลย ตามกฎหมายก็สามารถเรียกเก็บย้อนหลังได้ 10 ปี

อธิบดีกรมสรรพากรกล่าวว่า ขณะนี้กำลังให้สำนักงานตรวจสอบภาษีกลางเข้าไปดู จัดวางระบบให้เรียบร้อย ก่อนจะส่งโมเดลวิธีการทำงานแบบนี้ไปทั่วประเทศ ให้ทุกสำนักงานสรรพากรพื้นที่ทำพร้อมกัน ซึ่งจะเข้มข้นมากขึ้นเรื่อย ๆ

นอกจากนี้กรมยังได้ดำเนินการไล่ล่าพวกที่ทำใบกำกับภาษีปลอม ซึ่งตนได้อนุมัติเงินพิเศษเพื่อล่อซื้อ เร็ว ๆ นี้อาจจะมีการประกาศให้ทราบ

ลุ้นรื้อภาษีบุคคลธรรมดา

นายสาธิตกล่าวด้วยว่า อีกภารกิจในปีนี้ คือกรมสรรพากรต้องนำเสนอกระทรวงการคลัง เรื่องการปรับโครง สร้างภาษีบุคคลธรรมดา ซึ่งจริง ๆ ต้องปรับโครงสร้างภาษีทั้งระบบ ทั้งบุคคลธรรมดา นิติบุคคล วิธีการคำนวณเกณฑ์ เงินสด การรวมยื่น แยกยื่น การอุดช่องโหว่ของกฎหมาย การทำกฎหมายให้สอดคล้องกับเออีซี ให้แข่งขันกับต่างประเทศได้ เพราะกฎหมายนี้ไม่ได้เปลี่ยนมา 20 ปีแล้ว นับตั้งแต่ปี 2535 แต่คง ฉีกเป็นเรื่องย่อย ๆ เพราะถ้ารวมเป็นแพ็กเกจเดียวกันก็จะช้าไปทั้งหมด

เรื่องแรกที่กรมสรรพากรจะผลักดัน คือขยายขอบเขตการแยกยื่นภาษีของสามีภรรยา จากเดิมที่แยกได้เฉพาะเงินเดือน สำหรับเรื่องการปรับโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาต้องให้นายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย รมช.คลัง ที่กำกับดูแลกรมภาษี และนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง พิจารณารายละเอียดก่อน ว่าจะตัดสินใจอย่างไร ซึ่งกรมสรรพากรได้จัดทำข้อเสนอไปแล้ว ที่มีการซอยขั้นบันไดการเสียภาษีให้ถี่ขึ้น รวมถึงในแง่การลดเพดานสูงสุดจากปัจจุบันจัดเก็บ 37% ขณะที่ค่าลดหย่อนนั้น ก็เสนอให้มีการกำหนดเพดานวงเงินลดหย่อน ว่าทุกรายการต้องไม่เกินเท่าไหร่

"ค่าลดหย่อนของเราเยอะมาก และคนที่ได้ประโยชน์ก็คือคนรวยที่มีรายได้สูง ๆ วันนี้แค่ค่าลดหย่อนรายจ่ายส่วนบุคคลเงินเดือน 2 หมื่นบาทถึงจะเริ่มเสียภาษีบาทแรก แล้วถ้าไปหักค่าลดหย่อนที่มีอีกประมาณ 20 รายการ ก็ไม่รู้เมื่อไหร่จะต้องเสียภาษี จึงทำให้คนเสียภาษีจริง ๆ เหลือจำนวนน้อย แค่กว่า 3 ล้านราย และรายการลดหย่อนก็เพิ่มทุกปี รัฐบาลใหม่มาก็ให้เพิ่ม การจำกัดวงเงินลดหย่อนโดยรวมเอาไว้ ต่อไปรัฐบาลจะเพิ่มค่าลดหย่อนอะไรก็ได้ ไม่ใช่ปัญหา" นายสาธิตกล่าว
Read More …

"สาธิต"แจงเรียกเก็บภาษีย้อนหลังธุรกิจผิด ก.ม.ทำมานานแล้ว

โดยผู้จัดการ เมื่อ 24 ก.พ.2555

นายสาธิต รังคสิริ อธิบดีกรมสรรพากร 

กล่าวถึงมาตรการเรียกเก็บภาษีย้อนหลังผู้ประกอบการธุรกิจผิดกฎหมาย อาทิ บ่อนการพนัน โต๊ะพนันบอล การค้ายาเสพติดว่า เป็นมาตรการที่ได้ดำเนินการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้ง 

ตำรวจ 
สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) 
สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) 

ควบคู่กันมาเป็นระยะเวลานานแล้ว 

ไม่ได้เป็นการดำเนินการหลังจากที่คณะทำงานเฉพาะกิจ เพื่อการดำเนินมาตรการทางการเงิน เกี่ยวกับการฟอกเงิน หรือ FATF ได้ขึ้นบัญชีประเทศไทยเป็นประเทศที่ต้องเฝ้าระวังเกี่ยวกับการฟอกเงิน โดยมาตรการดังกล่าวดำเนินตามหลักเกณฑ์และหน้าที่ของกรมสรรพากร ในการจัดเก็บรายได้ไม่ว่ามาจากประเภทใดเพื่อนำเงินนอกระบบมาพัฒนาประเทศ 

ซึ่งขั้นตอนการดำเนินการนั้น หลังจากที่ตำรวจได้บังคับใช้กฎหมายในการควบคุมตัวผู้ต้องหา กรมสรรพากรจะตรวจสอบและประเมินภาษีควบคู่กันไป เนื่องจากหน่วยงานอื่นอาจไม่มีอำนาจ หรือ ความเชี่ยวชาญในการตรวจสอบเส้นทางทางการเงิน

ทั้งนี้ หากพบว่าไม่เคยมีการเสียภาษีจะใช้อำนาจตามกฎหมายเรียกเก็บย้อนหลังไป 10 ปี แต่หากพบว่าเสียภาษีไม่ครบสามารถเรียกเก็บย้อนหลัง 5 ปี 

โดยนอกจากธุรกิจผิดกฎหมายที่กล่าวมาแล้ว ล่าสุดพบว่ามีการล่อซื้อใบกำกับภาษีปลอมที่ประกาศขายทางอินเทอร์เน็ต ซึ่งหลังจากจับกุมได้จะขยายผลเรียกเก็บภาษีย้อนหลังกับลูกค้าที่สั่งซื้อ และผู้ขายตามกระบวนการ
Read More …

หัวหมาก จับกุมแท๊กซี่ ชิงทรัพย์ผู้โดยสารต่างชาติ

โดยเดลินิวส์ เมื่อ 24 ก.พ.2555

เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 24 ก.พ.

พล.ต.ต.ชาญ วิมลศรี ผบก.น.4 
พ.ต.อ.สรรค์กิจ บำรุงสุขสวัสดิ์ ผกก.สน.หัวหมาก 
พ.ต.ท.ธารา เครือละม้าย สว.สส.สน.หัวหมาก 

ร่วมแถลงข่าวจับกุม 

นายพิทักษ์พงศ์ ผิวสร้อย อายุ 23 ปี 

ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดพระโขนง ในข้อหา

ชิงทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิด หรือพาทรัพย์นั้นไปหรือเพื่อให้พ้นจากการจับกุม 

พร้อมของกลาง

- โทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง 
- กุญแจขันล้อรถ 1 อัน และ
- รถแท็กซี่โตโยต้า โคโลร่า สีชมพู ทะเบียน ทล 1858 กรุงเทพมหานคร

สืบเนื่องจาก เมื่อเวลา 19.45 น. วันที่ 20 ก.พ.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งจาก

นายโมฮัมเหม็ด ฮาซาน อายุ 36 ปี ชาวบังคลาเทศ 

ว่า ถูกโชเฟอร์แท็กซี่รายหนึ่งชิงทรัพย์ หลังเรียกจากหน้าห้างมาบุญครอง เพื่อให้ไปส่งที่โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์ แต่ระหว่างทางกลับถูกข่มขู่ อ้างว่ามีปืน ทั้งยังขับด้วยความเร็วสูงจนน่ากลัว กระทั่งมาถึง

หน้าปากซอยพระรามเก้า 62 

โชเฟอร์คนดังกล่าวได้จอดแล้วแย่ง

กระเป๋าเงินได้ไป 31,000 บาท 

และไล่ลง ชุดสืบสวนจึงออกแกะรอย กระทั่งรู้ว่าเป็นฝีมือนายพิทักษ์พงศ์ จึงติดตามไปจับได้

ภายในซอยอินทามระ 3 แขวงสามเสนใน เขตพญาไท

สอบสวนผู้ต้องหา ให้การรับสารภาพว่า ก่อเหตุในลักษณะดังกล่าวมาแล้ว 2 ครั้ง แต่ไม่มีเจตนาจะทำร้ายผู้เสียหาย เพียงแค่ข่มขู่หวังเอาทรัพย์เท่านั้น 

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่นำตัวไปทำแผน และคุมตัวส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีต่อไป.
Read More …

ความคิดเห็นล่าสุด